บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

บ่วงอรัญญิก บทที่ 1 : รำลึกวัยเยาว์

Rerai ติดตาม กำลังติดตาม
เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2562 - 08:46 น.
AA 24

เสียงน้ำตกดังกระทบโขดหินด้านล่าง น้ำใสกระเซ็นซ่ากระจายเป็นฝอยสะท้อนกับแสงอาทิตย์ดูสวยงาม น้ำใสที่แตกตัวเมื่อรวมกันได้ไหลเอื่อยเรื่อยไปลงสำธารเบื้องล่าง ลำธารคดเคี้ยวเสมือนเป็นตัวกั้นกรอบเจ้าน้ำใสให้ไหลตรงไปข้างหน้า

ลมพัดวูบสายลมเย็นแตะผิวพร้อมใบไม้แห้งที่พยายามเหนี่ยวรั้งกิ่งถอดใจลอยละลิ่วลงแตะพื้นน้ำเบื้องล่าง อาการลอยตามน้ำที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะน้ำไหลเหมือนไม่ใส่ใจตัวเองแล้วปลดปลงทิ้งตัวลอยไป..ไร้จุดหมาย

เด็กชายวัยสิบเอ็ดขวบนั่งยองๆ เพ่งมองใบไม้ไหลตามน้ำ ก่อนหลับตาฟังเสียงหวีดหวิวของสายลม เสียงน้ำตก และเสียงนกป่าร้อง เด็กชายอมยิ้มและลืมตา หย่อนก้นลงบนพื้นหญ้าใกล้ริมธาร สองมือกวักน้ำขึ้นล้างหน้าทำท่าถอดรองเท้าเพื่อลงเล่นน้ำให้ฉ่ำใจ

เจ้าพนา ปู่ได้ปลามาหลายตัวจากลำธารฝั่งโน้น ไปก่อไฟเลย

ชายผมขาวแต่ดูแข็งแรงเพราะเดินป่ามาชั่วชีวิต แม้วัยจะแตะเลขหกแต่ร่างกายยังดูคล่องแคล่ว บนบ่าสะพายปืนยาว ส่วนที่หิ้วมาคือปลาพวงใหญ่ถูกร้อยเหงือกด้วยเชือกเถาวัลย์ เขาชูปลาให้หลานชายดู เด็กชายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่และรีบวิ่งไปทำหน้าที่ตัวเอง

ไม่ไกลจากลำธารมากนัก มีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ความร่มรื่น ยามเดินเข้าไปใต้ต้นไม้นั้น บวกกับลำธารน้ำใสที่ไหลอยู่ไม่ไกล จะรู้สึกได้ถึงความเย็นจากธรรมชาติที่แม้แต่แอร์ราคาแพงประหยัดไฟแค่ไหนในเมืองหลวงก็ยังต้องชิดซ้าย

บนต้นไม้ใหญ่มีห้างขนาดย่อมที่ดูเก่าแล้ว แต่แข็งแรงดี ถัดขึ้นไปคือหลังคาของห้างที่ทำหยาบๆมุงด้วยใบไม้ใบใหญ่ที่ถูกผูกรัดไว้ด้วยเถาวัลย์พันทบไว้หลายรอบ แม้ใบไม้จะดูเหี่ยวแล้วแต่ยังคงใช้งานได้ดี กันแดด กันฝนได้เลยทีเดียว

ดำเกิงหรือพรานดำที่ใครต่อใครรู้จักกันดีเป็นพรานชำนาญพื้นที่ป่าตะวันตกของประเทศไทย เมื่อเอ่ยชื่อดำเกิง ทั่วทั้งจังหวัดกาญจนบุรีและใกล้เคียงรู้กิตติศัพท์ของเขา เพราะนอกจากเป็นคนมีน้ำใจ เป็นพรานป่ามือฉมัง ยังเป็นเจ้าของธุรกิจเพชรพลอยและธุรกิจเกี่ยวกับไม้สักอีกด้วย

หลายต่อหลายครั้งที่ถูกทาบทามให้เล่นการเมือง แต่ชายสูงวัยปฎิเสธและยังคงใช้ชีวิตตามแบบที่ตัวเองต้องการ

ตอนเป็นหนุ่มนั้นรักการเดินป่า เพราะทวดและปู่ต่างก็เป็นพรานอยู่ในดงป่าตะวันตกแห่งนี้ แต่เมื่อได้แต่งงานกับสาวงามประจำจังหวัดเขาจำเป็นต้องสลัดความเป็นพรานทิ้งไปบ้างในบางคราว และแต่งตัวใส่สูทผูกไทด์คอยเคียงข้างภรรยานำพาธุรกิจเพชรพลอยซึ่งเป็นธุรกิจของตระกูลทางฝั่งภรรยานั้นให้โลดแล่นไปไม่หยุด แม้จะไม่อยากทำมากนักแต่ต้องทำใจเพราะคนรักนั้นเป็นลูกสาวคนเดียวของนักธุรกิจใหญ่ประจำจังหวัด ตัวเขาเองเมื่อผ่านด่านทดสอบเพื่อเป็นเขยจากพ่อตาแม่ยาย จึงต้องเดินหน้าสานต่อกิจการของครอบครัว

แต่..ไม่เคยลืมแบ่งปันเวลาให้ตัวเอง สำหรับป่าแห่งนี้!!

เมื่ออายุล่วงเข้าเลขหก และลูกชายลูกสาวเข้าดูแลกิจการต่อจากตัวเอง เขาก็กลับมาใช้เวลากับผืนป่าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้การใช้ชีวิตในป่าเหมือนการท่องเที่ยวมากกว่าการเป็นพรานมือฉมังในสมัยก่อน เพราะสมัยนี้มีหน่วยงานดูแลป่าเข้ามาทำหน้าที่ ใครอยากศึกษาอะไร อยากไปไหน อยากศึกษาอะไรเกี่ยวกับผืนป่าติดต่อไปทางเจ้าหน้าที่ ทุกอย่างก็ถูกดำเนินการอย่างถูกต้อง ตัวเขาเองได้แค่เป็นที่ปรึกษาให้กับหน่อยงานเหล่านี้เท่านั้น

ตอนนี้เขามีความสุขกับการมาพำนักพักค้างแรมในป่ากับหลานชายคนนี้ อาทิตย์หนึ่งปู่หลานคู่นี้จะมาพักค้างคืนสองถึงสามวันใช้ชีวิตอิงธรรมชาติมากที่สุด หลังจากนั้นก็กลับสู่บ้านที่เต็มไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน

น้ำใสจากต้นน้ำตกที่พรานดำตักใส่ถังไม้ไว้ใช้ดื่ม ใช้ในการหุงหาอาหารวางอยู่ใกล้โคนต้นไม้ ยามกลางวันห้างบนต้นไม้ไม่ค่อยมีประโยชน์สักเท่าไหร่ เพราะสองหนุ่มต่างวัยจะทำกิจกรรมอยู่ด้านล่างจนหมดแสงตะวัน เมื่อค่ำมืดถึงจะปีนขึ้นไปนอนพักบนนั้น

ควันไฟลอยอบอวล เด็กชายยืนยิ้มแฉ่งโชว์ผลงานให้ปู่ดู เมื่อไฟมอดเป็นถ่านคุแดงอยู่ระหว่างไม้ง่ามทั้งสองข้าง ปลาโชคร้ายที่ทำความสะอาดและโรยเกลือถูกเสียบด้วยไม้ไผ่ยาว นำไปวางบนไม้ง่าม ถ่านคุแดงโลมเลียตัวปลาจากปลาตัวใสเริ่มเกรียมทีละน้อย

พนานั่งมองทำหน้าที่ย่างปลา ผู้เป็นปู่เริ่มโกยดินปนทรายจากหลุมเก่าไม่ไกลจากกองไฟมากนัก เมื่อปรับระดับหลุมได้ที่แล้วตรงไปดึงผ้าขาวม้าที่ตากพาดไว้กับราวไม้ไผ่นำไปปูบนพื้นหญ้า ยกถุงผ้าที่ใส่ข้าวสารไว้เทข้าวสารลงไปพอประมาณรวบผ้าขาวม้าทบกันยกขึ้นเดินตรงไปลำธารเบื้องหน้า

ชายผมขาวแช่ผ้าขาวม้าที่ข้างในมีข้าวสารลงในน้ำ มือบีบขยำเบาๆเหมือนล้างข้าวสารอยู่ในทีก่อนผูกปลายผ้าข้าวม้าเข้าหากันจนแน่ใจว่าข้าวสารไม่เล็ดหลุดออกมา วางแช่น้ำทิ้งไว้แบบนั้นตรงไปเตรียมก่อไฟที่ปากหลุม

บนปากหลุมที่โดนกลบแล้ว ไฟถูกสุมให้ลุกโชนอยู่อย่างนั้น ผ่านไปสักครึ่งชั่วโมงไฟเริ่มมอดและดับไป

พนายกปลาที่ย่างเสร็จส่งกลิ่นหอมวางบนใบตองที่ตัดมาสดๆ เด็กชายแอบแกะเนื้อปลาชิมอมยิ้มถูกใจเพราะรสชาติหวานของเนื้อปลาสดผสมเกลือนิดหน่อยบนผิวเนื้อ รสชาติอร่อยมากเด็กชายแอบหยิบเนื้อปลากินไปเรื่อยๆ

พรานดำใช้ท่อนไม้กวาดเศษถ่านออกจากปากหลุมและใช้ไม้ขุดดินเบาๆจนเจอผ้าข้าวม้าที่เป็นก้อนกลมไอร้อนระอุ มือแข็งแรงดึงพรวดเดียวและสะบัดเล็กน้อยให้เศษดินกระจายออกและหิ้วเดินตรงไปที่หลานชายนั่งอยู่

รอข้าวก่อนซิ เจ้าพนา จะรีบไปไหน ข้าวหอมกรุ่นมาแล้ว

สองหนุ่มต่างวัยเดินไปล้างมือที่ลำธารและกลับมาจัดการกับข้าวสวยสุกหอมกรุ่นฝีมือการหมกดินหุงของพรานเก่าแก่ กับปลาย่างสุดอร่อย ข้าวร้อนกรุ่นในผ้าขาวม้าที่แผ่อยู่บนใบตอง สองคนปู่หลานหยิบเปิบส่งเข้าปากตามด้วยปลาย่างเนื้อหวาน

พรานดำจ้องหน้าหลานชายแล้วอมยิ้ม เขามีหลานชายสองคนจากลูกชายคนโต หลายชายคนโตชื่อพลวัฒน์ รายนั้นไม่ค่อยชอบการเดินป่า ไม่ชอบอะไรที่สงบเงียบ แต่ชอบตัวเลขและชอบเพชรพลอยซึ่งตรงกับนิสัยของพ่อและย่า แต่หลานชายคนเล็ก พนาพัฒน์ กลับถอดแบบเขามาทุกอย่าง เขามั่นใจว่ารักหลานทั้งสองคนเท่ากัน 

แต่..สำหรับหลานชายตรงหน้าที่นั่งแทะเนื้อปลาอยู่นั้น ..มันมีความรู้สึกมากกว่านั้น เพราะเมื่อมองดูแล้วเขาเห็นความเป็นตัวเขาจากหลานชายคนนี้

พนานั่งมองปู่ที่เดินตรงไปลำธารเพื่อล้างมือ เด็กชายยังคงเปิบข้าวสุกสวยแกะเนื้อปลากินต่อไป กลิ่นหอมของข้าวที่ปู่หุงบวกกับเนื้อปลาย่างสดๆทำให้เจริญอาหารไม่น้อย

เขาชอบตามปู่มาพักค้างแรมในป่าตลอด ถ้ามีโอกาส โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมเป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดเพราะได้ท่องป่ากับผู้เป็นปู่โดยไม่ต้องคิดถึงเวลา เพราะอยู่ยาวได้ แต่ถ้าช่วงเวลาปกติจะสนุกได้แค่ช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ บางครั้งก็ไม่ได้มาเพราะต้องไปเรียนพิเศษพร้อมกับพี่ชาย

น้ำใสที่ไม่เปลี่ยนไปเลย....น้ำตกกระแทกโขดหินเบื้องล่างก็ยังเหมือนเดิม ป่าก็ยังเป็นป่า

รองเท้าบูททหารที่หัวรองเท้าแหย่ล้ำลงในลำธาร หนุ่มในชุดทหารพรานยืนเท้าสะเอวกวาดตามองธรรมชาติรอบตัว ตั้งแต่เข้ามาเป็นอาสาสมัครทหารพราน เขาก็ได้สำรวจผืนป่าไปทั่วไม่แตกต่างกับตอนสมัยเด็กที่ติดสอยห้อยตามผู้เป็นปู่สู่ป่ากว้าง แตกต่างกันตรงที่วัยเด็ก เข้าป่าเพราะอยากเที่ยวเล่น อยากรู้อยากเห็น ตามประสาเด็ก แต่ตอนนี้เข้าป่าเพราะอยากปกป้อง อยากให้ผืนป่า สัตว์เล็ก สัตว์น้อยมีที่อยู่ ป่าไม้ไม่ถูกทำลาย และช่วยสกัดพวกที่ใช้ป่าแอบอ้างทำธุรกิจส่วนตน

บ่อยครั้งที่มีเวลาว่าง เขามักจะมาตรงจุดนี้ประจำ เพื่อรำลึกถึงวันแห่งความสุขด้วยกิจกรรมที่ทำด้วยกันกับปู่สุดที่รัก สองเท้าเดินช้าๆ เลียบตามลำธารจนถึงโขดหินที่น้ำตก ตกกระทบโขดหิน  ฝอยน้ำกระเซ็นโดนเนื้อตัวและใบหน้า หนุ่มหน้าเข้มอมยิ้มรู้สึกผ่อนคลาย

ต้นไม้ต้นนั้นยังอยู่ที่เดิม ต้นไม้ใหญ่ที่เคยมีห้างอยู่ด้านบน แม้ตอนนี้ไม่มีห้างนั้นแล้ว แต่ต้นไม้ยังคงยืนนิ่งแผ่กิ่งก้านสาขาเหมือนเดิม เขาทรุดตัวลงนั่งตรงโคนต้นไม้ ลมผัดเย็นรู้สึกถึงความสงบในจิตใจ

ภาพวันเก่าๆ ผุดขึ้นมา ภาพเขาเล่นน้ำในลำธารตรงหน้า ปู่นั่งล้างเครื่องไม้เครื่องมือ และส่งยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน ภาพปู่หุงข้าวแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ภาพปู่จับปลาได้อย่างง่ายดายในขณะที่เขาพยายามอย่างมาก ผ่านไปครึ่งวันก็จับได้แค่ตัวเดียว ภาพนั่งกินข้าวด้วยกันกับปู่บนพื้นหญ้า สองมือเปิบส่งเข้าปาก ...ภาพเหล่านี้หลงเหลืออยู่แค่ในความทรงจำ

พนา พนา...ว่าแล้วต้องมาอยู่ที่นี่

เพื่อนซี้ทหารพรานด้วยกันส่งเสียงมาก่อนตัว สองเท้านั้นหยุดกึกทันทีเมื่อเห็นคนที่ตัวเองตามหาอยู่นั่งพิงโคนต้นไม้แลดูมีความสุข หนุ่มมาใหม่สูดกลิ่นไอป่าและลมแผ่วเข้าเต็มปอด แม้จะอยู่ป่าทุกวี่วัน แต่เพื่อนคนนี้ของพนาก็ทำแบบนี้ทุกครั้งที่มาถึงเขตในความทรงจำของเขา

ว่าไง..มีอะไร?

เสียงถามไม่ดังนักจากชายใต้ต้นไม้ใหญ่

ไม่มีอะไร แค่เดินมาตามให้ไปกินมื้อเที่ยงน่ะ

พนาลุกขึ้นยืนปัดก้นเล็กน้อย เดินนำหน้าหนุ่มที่มาตาม

อ้าว..เดินซะไวเชียว ..อ้อ ลืมบอก เมื่อกี้นะ มีสาวที่ไหนไม่รู้ โคตรสวยเลย เดินตรงเข้าไปหาพวกข้าที่ตรวจดูความเรียบร้อยของเครื่องไม้เครื่องมืออยู่น่ะ ..โอ้โห..แม่เจ้า เจ้าป่าเจ้าเขาส่งมารึไง สวยแจ่ม หุ่นนี้..

เขม หนุ่มคนเล่าไม่พูดต่อ แต่กลืนน้ำลายดังเฮือก ตามประสาหนุ่มฉกรรจ์ที่ยังไม่มีเพศตรงข้ามดูแลใจ

พวกข้างงกันมากเลยนะ อยู่ๆมีสาวที่ไหนไม่รู้เดินพรวดพราดเข้ามา พี่ฤทธิ์หนักสุดทำปืนร่วงจากมือเลย แต่พอจะอ้าปากถาม เจ้าหล่นหันหลังเดินหนีทันที พวกข้างงเลย มาไวไปไว เลยจะมาถามแกนี่แหละ เห็นสาวคนนั้นบ้างป่าว

เห็น แต่ไม่รู้จัก

อ้าว..อะไรวะ!!

เขมมองหน้าคนตอบ ขมวดคิ้วทำหน้างง เอามือเกาหัวยุกยิก

ข้าก็งงเหมือนกัน เป็นใครมาจากไหนไม่รู้ เข้ามาได้ยังไง ปกติคนนอกเข้ามาไม่ได้ แล้วนี่เป็นผู้หญิงอีก หลุดเข้ามาได้ยังไง

นั่นซิ..แล้วแกได้พูดคุยอะไรกับเธอป่าว

ก็ถามว่าเป็นใคร มาทำอะไร กวนกลับซะงั้น ผู้หญิงอะไรก็ไม่รู้

สองหนุ่มเดินเคียงคุยกันจนออกมาถึงบริเวณบ้านพัก ลมโชยนำกลิ่นอาหารเที่ยงลอยมาแตะจมูก เขมทำจมูกฟุดฟิดทำตาลอยเพราะนึกเดาเมนูอาหารได้

อ้อ..แล้วข้าก็ไล่ให้กลับไป แต่กลับไม่ไป แถมเดินเข้าไปหากลุ่มพวกแก

พนาเล่าต่อ แต่ไม่เล่าประโยคสุดท้ายที่เขาพูด เมื่อเห็นผู้หญิงคนนั้นเดินไปยังกลุ่มของเขม

พอเห็นพวกข้ายืนอยู่ เธอทำหน้าตกใจอยู่นะ รีบหันหลังเดินกลับเลย

เขมบอกคนข้างๆ ที่ยกยิ้มมุมปากนิดหน่อย

สองหนุ่มเข้านั่งรวมกลุ่มกับทุกคนในโรงอาหารขนาดเล็ก ที่นับคนทำครัวรวมกับอาสาสมัครทหารพรานแล้วนับได้สิบสามชีวิต หัวข้อสนทนาของหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ยังไม่พ้นเรื่องสาวนิรนามที่อยู่ๆก็เดินมาและเดินกลับในเวลาอันรวดเร็ว บางคนทะลึ่งพูดคุยด้วยความคึกคะนองปาก

คุณพนา ทานเยอะๆนะคะ วันนี้ป้าทำผัดเผ็ดปลาดุก

ผู้หญิงคนเดียวในที่นี้และมีตำแหน่งแม่ครัวพูดกับหนุ่มหน้าเข้มอย่างคุ้นเคยและอารมณ์ดี พนารู้จักป้าถนอมดีเพราะเป็นภรรยาของลุงแต้มทหารพรานวัยเก๋าที่ทุกคนให้ความเคารพและเกรงใจ

ครับผม

ภายในห้องนอนสวย สาวที่นั่งอยู่บนเตียงหน้าตายู่ยี่บอกบุญไม่รับ เธอหงุดหงิดใจตั้งแต่ปะทะคารมกับทหารพรานหน้าเข้มแล้ว ด้วยความไม่ยอมใคร และชอบทำอะไรท้าทายคำพูดคนอื่นเสมอ เธอจึงยังจะเดินสำรวจไปเรื่อยทั้งที่ทหารพรานคนนั้นก็บอกแล้ว แค่เลี้ยวผ่านไปนิดเดียวทหารพรานเป็นสิบคนก็จ้องเธอเป็นตาเดียว

ตัวเธอเองไม่ได้หวาดกลัวกับสายตาเพศตรงข้ามนักหรอก แต่ด้วยสายตาที่จ้องมาบ่งบอกถึงอะไรบางอย่างที่เธอรู้สึกได้ทันที จากที่รู้สึกมั่นใจในตัวเองถึงรูปร่างหน้าตา แต่เมื่อโดนมองจังๆด้วยสายตากว่าสิบคู่ ความมั่นใจก็หดหายไปเหมือนกันเลยรีบหันหลังเดินกลับ

ใจก็หวั่นว่าจะเจออีตาขี้เก๊กคนเดิมยืนอยู่ กลัวจะถูกสมน้ำหน้าแต่เมื่อเดินมา ไม่เจอแล้วเธอค่อยโล่งใจหน่อย

นมบอกหนูสิแล้วว่า อย่าเดินไป ในนั้นเป็นสำนักงานของทหารพรานดูแลป่าน่ะ

ก็ใครจะไปรู้ล่ะคะนม ว่าจะเจอจังๆ ขนาดนั้น

และอีกอย่างนะหนูสิน่าจะแต่งตัวให้เรียบร้อยกว่านี้ หนูสิไม่เคยมาที่นี่ แล้วที่นี่ก็ไม่เหมือนที่กรุงเทพฯ ไม่เหมือนเมืองนอกที่หนูสิอยู่นะคะ

คนนั่งฟังบนเตียงหน้าเชิดขึ้นนิดหน่อย แม้จะดูไม่ค่อยสบอารมณ์นักแต่นมแจ่มก็แน่ใจว่าคุณหนูของเธอจะไม่ถือสา เพราะมีแค่เธอคนเดียวเท่านั้นที่พิลาสินีรับฟัง

อย่าคิดมากค่ะ เดี๋ยวนมจะทำนมสดปั่นให้ดื่มนะคะ จะได้สดชื่น อารมณ์ดี

นมแจ่มพูดจบก็ลุกหายออกจากห้องไป เจ้าของห้องทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม ใจกระหวัดคิดถึงหน้าทหารพรานขี้เก๊กคนนั้นทำไมเธอต้องนึกถึง ไม่หล่อแล้วยังปากดี แถมแสดงความไม่ใยดีใส่เธอด้วย

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมือบางคว้ากดรับทันที เสียงในสายต่อว่าทันที

นี่แพทตี้ เมื่อไหร่เธอจะกลับนิวยอร์ก กลับช้าระวังเหอะมาร์ตินแฟนแกจะโดนฉกไปรับประทาน

ชั้นกลับไทยแป๊บเดียวเอง มาทำธุระ มะรืนก็บินกลับแล้ว

เสียงพูดกรอกลงในโทรศัพท์สดใส ลืมความขุ่นมัวที่เกิดขึ้นเมื่อตอนสายหมดลิ้น

หลังจากคุยกับเพื่อนซี้จนหนำใจแล้ว เสียงท้องร้องบ่งบอกถึงอาการหิวสุดขีด เมื่อเช้าเธอขับรถออกจากบ้านพักของปู่เพื่อไปดูรอบๆบริเวณใกล้บ้าน ที่ติดกับผืนป่าใหญ่ ตอนกลับเธอตั้งใจจะหาของกินตามร้านสะดวกซื้อ แต่เธอคงลืมไปที่นี้ไม่มีร้านเซเว่น ถ้าไม่ติดว่าต้องมาทำธุระ ที่นี่บ้านปู่ถือเป็นที่สุดท้ายที่เธออยากจะมา

เธอไม่ชอบความเงียบสงบ แม้ในบ้านของปู่จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้มากมาย ยิ่งรู้ว่าหลานสาวสุดรักจะมาแม้จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สองปู่ย่าถึงกับลงทุนตกแต่งบ้านใหม่สั่งเครื่องอำนวยความสะดวกมาให้ครบครัน 

แม้หญิงสาวจะถูกใจอยู่บ้าง แต่เมื่อพ้นอาณาจักรของปู่และย่า กลับมีแต่พื้นป่า และบ้านชาวบ้านที่อยู่อย่างพอเพียง ร้านเซเว่นไม่มีสักร้าน ต้องเข้าไปในตัวเมืองถึงจะเจอเซเว่น เธอจะบ้าตาย เพราะปกติเธอก็ไม่เข้าเซเว่นอยู่แล้ว ระดับเธอมันต้องห้างหรู แต่นีขนาดเซเว่นยังไม่มี เธอบอกตัวเองว่าจะไม่กลับมาที่นี้อีกแล้ว

นมแจ่มยืนมองคุณหนูที่เลี้ยงมาตั้งแต่เล็กๆนั่งกินมื้อเที่ยงอย่างหิวจัด เธออมยิ้มมองอย่างเอ็นดู แม้ใครต่อใครจะไม่ค่อยชอบคุณหนูของเธอสักเท่าไหร่ แต่เธอรู้ดีว่าคุณหนูของเธอนั้นไม่ได้แย่จนหาใครคบไม่ได้

นมจ๋า อิ่มแล้วจ้า..ขอบคุณนะคะ เดี๋ยวหนูจะขับรถเข้าเมืองสักหน่อย

ให้นมไปเป็นเพื่อนมั้ยคะ? หนูสิเพิ่งมาไม่คุ้นถนนหนทาง

ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ยากหรอก

สาวสวยเชิดหน้าย่นจมูกน้อยๆ อย่างคนมั่นใจในตัวเอง ก่อนจะเดินนวยนาดออกไป

หนูสิคะ..ป้าว่า....

นมแจ่มไม่พูดต่อ แต่ชำเลืองตามองกางเกงยีนส์ขาสั้นอวดปลีน่องขาวนวลเนียนสายตาขอร้อง พิสาสินีทำท่าไม่สนใจอาการนั้น แต่สุดท้ายก็ยอมเดินขึ้นชั้นบน

เสียงรถเก๋งสตาร์ทและแล่นออกหน้าประตูบ้านไป นมแจ่มยืนมองอย่างเป็นห่วง

พิลาสินีขับรถอย่างอารมณ์ดี นมแจ่มบอกว่าแค่สิบกว่ากิโลเมตรก็ถึงตัวจังหวัด เธอจึงขับรถเรื่อยๆไม่รีบร้อนอะไร เสียงเพลงสากลดังเป็นเพื่อนภายในรถ ถนนคอนกรีตที่เธอขับไปนั้นนานๆครั้งจะมีรถสวนมาสักคัน สองข้างทางคือต้นไม้เขียวครึ้ม สาวสวยฮัมเพลงไปด้วย

แม้เวลาจะใกล้บ่ายสองโมงและข้างนอกคงร้อนไม่น้อย แต่ในรถแอร์เย็นฉ่ำกระทบผิว สาวสวยที่บนหน้าแว่นตากันแดดอันใหญ่รับกับใบหน้า เพราะมัวแต่ร้องเพลงและสบายใจกับรถที่น้อยมากบนท้องถนน ทำให้เธอลืมดูทางเลี้ยว กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีขับมาก็สิบกว่ากิโลเมตรแล้วทำไมยังไม่เข้าตัวจังหวัด แถมถนนก็แคบลงเรื่อยๆ สองข้างถนนถูกขนาบด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ และตอนนี้มีแค่รถเธอคันเดียวอยู่บนถนนสายยาว

หญิงสาวแปลกใจ ขมวดคิ้วนิดหน่อย เธอถอดแว่นกันแดดออก รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่ไม่ยอมใช้จีพีเอส เพราะมั่นใจว่าระยะทางไม่ไกลมาก เธอคงไม่พลาดและไม่หลง!!

พิลาสินีเปิดประตูรถออกไปยืนหมุนคว้างอยู่ข้างนอก แม้อากาศไม่ร้อนมากเพราะสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เธอไม่ค่อยสบายใจ ..บรรยากาศรอบข้างมันเงียบมาก

เสียงรถดังใกล้เข้ามา หญิงสาวรู้สึกยินดี อย่างน้อยเธอก็มีคนให้ถามไถ่แล้ว

รถกระบะใหม่เอี่ยมขับพุ่งมาอย่างรวดเร็ว แต่รถค่อยๆชะลอเมื่อจะผ่านเก๋งขาวที่จอดอยู่ข้างถนน

พิลาสินีหันไปมอง และเมื่อรถคันนั้นจอดเคียงคู่รถเธอ กระจกดำมืดเลื่อนลง เมื่อใบหน้านั้นมองมาที่เธอ หญิงสาวก็ชะงัก..

ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20

บ่วงอรัญญิก บทที่ 1 : รำลึกวัยเยาว์